จี้ สธ.พัฒนาระบบไกล่เกลี่ย เข้าถึงผู้เสียหายก่อน NGO-ทนาย ชงบรรจุความรู้การแพทย์หลักสูตรผู้พิพากษา
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา ถึงคดีของ ด.ญ.กนกพร ทินนึ่ง หรือน้องหมิว ผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาให้ชนะคดี โดยให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ชดใช้ 2 ล้านบาท ดอกเบี้ย 7.5% นับจากวันที่ฟ้อง ว่า กมธ.สาธารณสุข สนช.ได้มีการหารือเกี่ยวกับคดีน้องหมิว โดยได้เชิญ เลขาธิการศาลยุติธรรม โฆษก (ผู้พิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์) และผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา,อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6 รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข สาธารณสุขนิเทศ และผู้ช่วย เลขาธิการแพทยสภา มาหารือเพื่อหาทางแก้ปัญหาเชิงระบบทั้งการลดคดีขึ้นสู่ศาลและแนวทางในการต่อสู้ในชั้นศาล
ในการหารือสรุปว่าต้องมีเงินกองทุนชดเชยผู้เสียหายแต่ต้องคงหลักการที่จะไม่จ่ายในกรณีโรคแทรกซ้อนเกิดตามพยาธิสภาพโรค เงินนี้อาจมาจาก มาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2541 หรือมาจากเงินงบประมาณ แต่ไม่ใช่เรียกเก็บจากแพทย์ ขณะเดียวกันอาจจะให้แพทยสภายกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันปัญหาการฟ้องร้อง และทำประชาพิจารณ์ต่อไป กระบวนการไกล่เกลี่ยมีความสำคัญและมีความจำเป็นสำหรับ รพ.ทุกแห่ง สธ.ดำเนินการมานานแล้ว จำเป็นที่จะต้องเพิ่มศักยภาพของทีมงาน เข้าถึงญาติผู้ป่วยก่อนเอ็นจีโอหรือทนายความด้วยความรวดเร็ว
เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลแล้ว จะเป็นเวทีต่อสู้ของนักกฎหมายและทนายความ โดยอาศัยแพทย์เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญซึ่งขึ้นทะเบียนกับศาลไว้ ในขณะนี้มีจำนวน 71 คนจาก 20 สาขา (ลดจากรอบ 1 ที่มีจำนวน 134 คน) ซึ่งศาลจะถือว่าเป็นพยานซึ่งเป็นกลางและน่าเชื่อถือ มากกว่าพยานจากสธ.หรือแพทยสภาซึ่งศาลจะถือว่าเป็นพวกเดียวกันกับจำเลย(ที่ถูกฟ้อง) แต่จำเลย(สธ.หรือแพทย์ที่ถูกฟ้อง)อาจอ้างหรือขอผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยต่างๆมาเบิกความช่วยได้
ประเด็นที่ต้องให้น้ำหนักคือศาลให้ความเห็นว่าเมื่อเป็นคดีระหว่างโจทย์ซึ่งได้แก่ชาวบ้านที่ยากจนเป็นส่วนใหญ่สู้คดีกับสธ.หรือแพทย์ที่มีฐานะทางสังคมที่ดีกว่า มีทนายและอัยการซึ่งคอยช่วยเหลือ ผิดกับชาวบ้าน ศาลจะเห็นใจผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า การเรียกพยานเพิ่มเติมก็จะต้องพยายามให้เกิดความสมดุล โดยที่ศาลเชื่อว่าส่วนใหญ่ถ้าไม่เหลืออดหรือไม่ถึงที่สุดแล้ว ชาวบ้านจะไม่อยากฟ้องแพทย์ คดีนี้มีปัญหาในการเตรียมพยานผู้เชี่ยวชาญ สธ.ควรนำความรู้ทางการแพทย์ไปบอกศาลและควรซักค้านทำลายความน่าเชื่อถือของพยานโจทย์
การแก้ไขปัญหาในระยะยาว สำนักงานศาลยุติธรรมเตรียมบรรจุความรู้ทางการแพทย์ในหลักสูตรทุกชนิดของศาลที่ให้กับผู้ช่วยผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษา ต่อไปจะขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญใหม่โดยขอตัวจากราชวิทยาลัย และจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยคดีทางการแพทย์ก่อนฟ้อง มีผู้พิพากษาที่เคยอยู่สธ.มาช่วยงานในศูนย์เพื่อลดคดีที่ขึ้นสู่ศาลให้น้อยที่สุด
ที่ประชุมเห็นด้วยกับการถอดคดีฟ้องร้องทางการแพทย์ออกจากคดีผู้บริโภคที่ถือว่าการรักษาทางการแพทย์เป็นการบริการ จำเป็นจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยต้นเรื่องเริ่มจากสธ.ด้วยการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาและเสนอปลัดฯและรัฐมนตรีสาธารณสุขเพื่อส่งครม.และสภาต่อไป การแก้ไขปัญหาเหล่านี้แม้จะทำเพื่อแพทย์แต่ก็เพื่อให้ประโยชน์ตกกับผู้ป่วยหรือประชาชน แม้คดีฟ้องแพทย์ทั้งหมดที่ผ่านไปจะมีเพียงกว่า 400 คดีจากที่ศาลพิจารณาไป 1.5 ล้านคดี และแม้แพทย์จะแพ้ไปเพียง 44 จาก 400 คดี แต่ก็ส่งผลกระทบรุนแรงต่อแพทย์ซึ่งปฏิบัติงานทุกคนในด้านขวัญกำลังใจ และส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยและประชาชนในท้ายที่สุด ตั้งแต่คดีร่อนพิบูลย์มาจนถึงคดีนี้ แม้คดีนี้จะพิจารณาสอบถามพยานเพียงในศาลชั้นต้นในปี 2552 โดยใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 แม้โจทย์จะฟ้องสธ. โดยมีแพทย์ทั้งสองคนเป็นเพียงพยานของสธ.และแม้แพทย์จะไม่ถูกฟ้องไล่เบี้ย เพราะไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่ผลกระทบก็เกิดในวงกว้าง เป็นหน้าที่ของสธ.ที่จะต้องเร่งเรียกขวัญและกำลังใจของแพทย์กลับคืนมาโดยเร็ว และหาทางป้องกันปัญหาการฟ้องร้องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป
ที่มา:manager
จี้ สธ.พัฒนาระบบไกล่เกลี่ย เข้าถึงผู้เสียหายก่อน NGO-ทนาย ชงบรรจุความรู้การแพทย์หลักสูตรผู้พิพากษา
Reviewed by ไม่ระบุชื่อ
on
15:01
Rating:
