ขยาย"ผังต้านคสช." ถึง"โอ๊ค" ทหารอ้างจ่ายเงิน

คุก 8 มือโพสต์ ชวดประกันศาล "กกต."เคาะแล้ว ห้ามเสื้อ-ริบบิ้น ใช้รณรงค์รธน.



 ตร.เผย คำร้องฝากขัง 8 มือโพสต์ ระบุทหารสืบพบ "โอ๊ค" จ่ายเงินจ้างทำเพจ ตามผังต้านคสช. ผ่านเพื่อนสนิทส่วนผู้ต้องหาชวดประกัน ทนายเตรียมยื่นใหม่ 2 พ.ค. "จตุพร"โวยเขียนผังโยงมั่ว สวน"บิ๊กตู่" นี่หรือยุติธรรม กกต.เคาะแล้ว ข้อห้ามประชา มติ วางกฎ 8 ข้อห้ามรณรงค์-ปลุกระดม ใส่เสื้อ-ติดเข็มกลัดก็ไม่ได้ ใครพบคนทำผิดแจ้งตร.จัดการได้เลย



"บิ๊กตู่"เปิดบริษัทประชารัฐ

 เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานสานพลังประชารัฐเพื่อขับเคลื่อนและ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐระดับพื้นที่ และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามการตั้ง "บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีประเทศไทย จำกัด" มีผู้ว่าราชการจังหวัดจากทั่วประเทศเข้าร่วมรับฟัง

 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า เรากำลังเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ต้องเริ่มหาไฟฉายเพื่อนำทางโดยภาครัฐ มีภาคประชาสังคมและประชาชนจับมือกัน สิ่งที่เริ่มต้นทำกันวันนี้เป็นการใช้ไฟฉายขนาดใหญ่ส่องนำทิศทางและมองทุก ปัญหาร่วมกัน จะใช้ไฟฉายขนาดเล็กไม่ได้เพราะไม่พอ เนื่องจากความมืดปกคลุม เมฆหมอกมืดดำครอบคลุมประเทศมานาน ผู้ว่าฯ อาจจะเบื่อที่ต้องฟังตนพูดบ่อย แต่ผู้ว่าฯ คือกำลังสำคัญขับเคลื่อนทุกอย่าง ต้องรู้และทำทุกเรื่องเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข



จี้ผู้ว่าฯเร่งรัดงานรัฐบาล

 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การปฏิรูปต้องเริ่มจากตัวเอง มองคนอื่นอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่มองทุกคนเป็นศัตรูทั้งหมด ตนไม่เคยมองใครเป็นศัตรู ทุกวันนี้มีคนบอกว่านายกฯ โม้ทั้งวัน โม้มาตลอด เป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯ ต้องทำงานให้เสร็จอย่างน้อย 1-2 อย่าง ไม่ใช่ตนพูดก็มีเสียงปรบมือเพราะซ้อมกันไว้ อยากให้มาจากใจ ถ้าพูดถูกก็ให้กำลังใจ ถ้าพูดผิดก็เตือนได้ พร้อมฟังทุกคน เราต้องช่วยทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง และขอเตือนผู้ว่าฯ ให้ระมัดระวัง ทั้งการเจาะบ่อบาดาลหรือการขุดลอกคูคลอง ตนไม่ละเว้น ละเลยเหมือนใครๆ ที่ทำมา ไม่เช่นนั้นจะมายืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้

 "ผมยืนตรงนี้โดนด่า ทั้งวัน ทำดีก็โดน ทำไม่ดียิ่งโดนหนักมากไปอีก ผมระวังตัวเองเสมอ ให้อภัยผมเถอะ อาจารย์สมคิดก็ให้อภัยผมเถอะ ผมมีอารมณ์บ้างนิดหน่อยเหมือนกับเม่น มันต้องพองขนไว้ก่อน เพราะคนชอบมารังแกผม เพราะผมตัวเล็กกว่า" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพล.อ.ประยุทธ์มอบนโยบายเสร็จได้เยี่ยมชมนิทรรศการสานพลังประชารัฐ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจังหวัดต่างๆ เมื่อมาถึงบูธบริษัทประชารัฐรักสามัคคีฯ จ.เพชรบุรี ซึ่งจัดแสดงธนาคารปูม้า พล.อ.ประยุทธ์ได้สอบถามรายละเอียด พร้อมทดลองจับปูม้าตัวหนึ่ง ซึ่งมีสุขภาพแข็งแรง พร้อมกล่าวว่า เป็นปูม้าที่แข็งแรง สุขภาพดี ขณะที่มีคนเตือนว่าให้ระวังปูหนีบ พล.อ. ประยุทธ์หันมายิ้มก่อนจะจับปูโชว์และกล่าวติดตลกว่า "ไม่ได้กินผมหรอก"



ลั่นห้ามล้มรัฐธรรมนูญ

 พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญว่า มีกฎหมายอยู่แล้ว และจากการที่ห่วงถึงมีกฎหมายออกมา อย่ามาบอกว่าเป็นการแสดงความคิดเห็น ถามว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต และบิด เบือนหรือไม่ ถ้าเอารัฐธรรมนูญทั้งฉบับออกมาคลี่ดูจะเห็นว่าส่วนไหนที่ทำเพื่อส่วนรวม และส่วนไหนที่เป็นการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ที่จะต้องคุ้มครองบ้านเมืองให้ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ต้องไปดูตรงนั้น อย่ามาบอกว่ารับหรือไม่รับ มันไม่ใช่ ถ้าเป็นห่วงก็หยุดการเคลื่อน ไหว บอกเขาอย่างนี้ ตนบอกแล้วให้ชี้แจงในทางสร้างสรรค์ได้ ไม่ใช่มาล้มรัฐธรรมนูญ มันผิดกฎหมาย และคนพูดจะโดนด้วย

 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า มีกฎหมายหลายฉบับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เขาเขียนมาอย่างไร พ.ร.บ.ประชามติ เขียนอย่างไร คำว่าโดยสุจริต และไม่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง ถ้าบิดเบือนก็ผิด ไม่บิดเบือนก็ไม่ผิด คำง่ายๆ ทำไมไม่เข้าใจ แล้วอย่างนี้จะปกครองบ้านเมืองต่อไปกันอย่างไร ไม่ต้องมาตีความกฎหมาย ที่ผ่านมาทะเลาะกันเพราะตีความรัฐธรรมนูญ ตีกันอยู่นั่น อันนี้เดี๋ยวก็ตีกันอีก ตีความรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็ตีความรัฐธรรมนูญเข้าข้างตัวเอง ที่ผ่านมาตีความกันได้มาก เพราะไม่มีกฎหมายลูก แต่วันนี้รัฐธรรมนูญจะมีกฎหมายลูกตามมาทั้งหมด ถ้าเป็นคนดีจะกลัวอะไร กลัวตำรวจจับเหรอ คุณกลัวไหม ถ้าคุณไม่ทำความผิดก็ไม่ต้องกลัว จะไปขยายเป็นปากเป็นเสียงให้คนที่ชอบทำความผิดทำไม แล้วคุณไม่รู้เหรอเขาทำอะไรมาบ้าง รู้ไหม



ย้ำไม่เห็นด้วยไปกาบัตรเท่านั้น

 ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอว่าถ้ายังเกิดความวุ่นวายช่วงทำประชามติ อาจไม่ต้องทำประชา มติ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าอย่างไร พูดส่งเดชกันไปเรื่อย สื่อก็ขยายความกันไป เขาเจตนาดี ตนไม่ได้ว่าเขาพูดส่งเดช แต่ต้องดูว่ารัฐธรรมนูญเขียนอย่างไร ถ้าไม่ทำประชามติก็ไม่ได้ แล้วจะไปทางไหนกัน คิดว่ากรธ. สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประชาชนมีเจตนาดี และที่มาพูดกันทุกวันเชื่อว่าทุกคนมีเจตนาดี มีบางคนเท่านั้นที่เจตนาไม่ดี นั่นแหละกฎหมายเขียนไว้ตรงนี้ ถ้าดีแล้วใครจะไปทำอะไร ก็เชิญเป็นกันต่อไปได้ ถ้าไม่ผิดกฎหมาย

 เมื่อถามว่า มีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ถ้าไม่เห็นด้วยก็ผิดกฎหมาย ไม่เห็นด้วยก็ไปกาตอนลงประชามติ ไม่ใช่มาเดินเคลื่อนไหวล้มไม่ล้ม มันคนละเรื่อง ถามอย่าให้งงตัวเอง ตนจะได้ตอบไม่งง เขาเขียนแล้วว่าให้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตไม่มีใครว่า แต่ถ้าจะไปชักจูงคนมาโหวตโน หรือใส่เสื้อ ทำผิดกฎหมายก็ต้องโดนจับ



ย้ำอีกไม่ได้ปิดกั้น

 "ไม่ใช่ว่าตนไปปิดกั้น แล้วอีกฝ่ายทำหรือไม่ ตนเลือกปฏิบัติเหรอ วันนี้คนที่ออกมาด่าอยู่ข้างไหน ข้างใคร ตนพยายามไม่ดูฝ่ายแล้วนะ ดูใบหน้าแต่ละคนซึ่งก็หน้าเดิม ซ้ำอยู่ที่เดิม 10 ปี มาแล้ว" พล.อ.ประยุทธ์

 เมื่อถามถึงความพยายามเรียกร้องให้นานาประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ทำประชามติ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนไม่สนใจอยากจะมาก็มา แต่ไม่เป็นทางการ ตนไม่ได้ห้าม ไปเดินดูตามจุดที่ทำประชามติว่า สุจริตหรือไม่ ตอนเลือกตั้งก็ให้เขามาดูว่าจะเป็นอย่างไร ตนไปห้ามเขาไม่ได้ ใครไปใครมาประเทศไทยห้ามไม่ได้อยู่แล้ว และวันนี้ตนห้ามเขาพูดกับสื่อเหรอ ในโทรทัศน์ก็ไม่เคยห้าม เห็นพูดกันโครมๆ ถ้าตนใช้กฎหมายจริงๆ จับได้หมดอยู่แล้ว



ลั่นไม่โกงประชามติ

 ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตการทำประชามติอาจมีการขโมยหย่อน บัตร จึงอยากให้ฝ่ายการเมืองสังเกตการณ์ข้างคูหาได้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตามกฎหมายสามารถสังเกตการณ์นอกคูหาได้ และที่กลัวว่าจะขโมยหย่อนบัตรนั้น ใครจะขโมยใคร ย้อนกลับไปดูพฤติกรรมตัวเองบ้าง ที่ผ่านมาไปถามชาวบ้านดู แม้แต่ทหารตนยังไม่ให้เข้าไป ให้แต่เจ้าหน้าที่เข้าไป คนโกงไม่ใช่ตน ไปดูว่าอยู่ฝ่ายไหน มันจะโกงกันทั้งสองฝ่ายให้มันรู้ไป ฝ่ายสนับสนุน หรือฝ่ายไม่สนับสนุน ตนไม่รู้

 เมื่อถามว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ ได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่มั่นใจด้วยกฎหมาย แต่มั่นใจในความดี และเจตนารมณ์ของพวกตนที่ทำงานในวันนี้ ฉะนั้นจะมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เขาอยากให้ประเทศชาติเดินหน้า หากใครไม่เห็นชอบ ก็ไปแสดงความคิดเห็นมาโดยบริสุทธิ์ ตนก็ฟังทั้งหมดแล้วค่อยไปแก้กันวันหน้า



ปัดปรับครม.-ชี้แค่พูดเล่น

 ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ระบุกระทรวงใดควรปรับรัฐมนตรีให้เสนอมา หมายความว่าอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนก็พูดของตนไป พูดเล่นกับเขา คุณก็เอาเรื่องพูดเล่นไปเป็นเรื่องจริง ตนบอกว่าถ้าเขาเสนอมาว่า มีการทำงานไม่ดีพอในการดำรงตำแหน่งนี้ก็เสนอขอปรับลดตำแหน่งลงไป ทำไมไม่ฟังตนพูดให้จบ ศักยภาพครม.ก็ดี จะขยับทำไม

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ของสำนักโฆษกประจำสำนัก นายกฯ คอยบันทึกภาพและเสียงของผู้สื่อข่าวที่ตั้งคำถามตลอดการให้สัมภาษณ์ด้วย

 พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวตอนหนึ่งในรายการคืนความสุขให้คนในชาติว่า เสียเวลามาเยอะแล้ว ขอให้ทุกคนร่วมมือกับรัฐบาล กับคสช. หลายอย่างที่เป็นกฎหมาย เชื่อฟังกฎหมายก็ไม่เกิดความขัดแย้ง อย่าบิดเบือนกันอีกต่อไปเลย เลือกที่จะเชื่อ เลือกที่จะฟัง เลือกที่จะอ่านบ้าง อะไรที่สร้างความขัดแย้งมากๆ อย่าไปเชื่อมากนักเลย บางที่ก็มีจุดประสงค์อย่างอื่น เจตนาไม่บริสุทธิ์ ตนเจตนาบริสุทธิ์ ถ้าดูหัวใจได้ก็จะให้ดู ขอขอบคุณในความร่วมมือ ขอบคุณในการที่เราจะมองอนาคตร่วมกัน



กกต.แจงประชามติ-6ข้อทำได้

 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการกกต. แถลงผลประชุมกกต.ว่า กกต.มีมติให้ออกประกาศกกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็น ในการออกเสียงประชามติ จะมีผลเมื่อประกาศดังกล่าวลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว คาดว่าจะมีผลไม่เกินสัปดาห์หน้า มีข้อกำหนดสิ่งที่ประชาชนทำได้ 6 ข้อ คือ1.ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และประเด็นเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างครบถ้วนจากเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์และสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลแสดงความคิดเห็นของตน 2.แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ

 3.แสดงความเห็นด้วยข้อมูลที่มี ความชัดเจน ไม่กำกวมทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง 4.การนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการเพื่อประกอบการแสดงความคิด เห็นให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงบุคคลนั้น ควรตรวจสอบความถูกต้องและแสดงที่มาของงานวิจัยนั้นด้วย 5.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อ เพื่อแสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน และ 6.การนำเข้าข้อมูลความคิดเห็นพร้อมแสดงเหตุผลของตนในเว็บไซต์และสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ หรือการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว โดยไม่มีการแสดงความเห็นเพิ่มเติม



ห้ามปลุกระดม-แสดงสัญลักษณ์

 นายธนิศร์กล่าวว่า ส่วนที่ทำไม่ได้ 8 ข้อ ได้แก่ 1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อ ด้วยข้อความเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ 2.การนำเข้าข้อมูล อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดมหรือข่มขู่ในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอ นิกส์ หรือส่งต่อข้อมูลในลักษณะดังกล่าว 3.การทำหรือส่งสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมาย มีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่

4.การจัดเวที สัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชน ตามกฎหมายเข้าร่วมและมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง 5.การชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขาย การแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าว ในลักษณะรณรงค์ทั่วไปเพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง

6.การใช้ เอกสารใบปลิวหรือแผ่นพับ ที่มีข้อความเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย หรือปลุกระดมทางการเมือง 7.การรายงานข่าวหรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดมหรือ สร้างความวุ่นวายในสังคม และ 8.การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างไรอย่างหนึ่ง มีลักษณะการปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง



ใครพบคนทำผิดแจ้งตร.ได้เลย

 นายธนิศร์กล่าวว่า กรณีสื่อมวลชนสามารถรายงานหรือเสนอข่าวด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ด้วยความรับผิดชอบ เป็นกลาง คำนึงถึงความเท่าเทียมและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งนี้ กกต.อาจจะออกประกาศเพิ่มเติม ถ้ามีกรณีใดเกิดขึ้นหลังจากนี้อีกเพื่อให้เกิดความชัดเจน กรณีการกระทำในเรื่องอื่นที่กกต.อาจเขียนบอกว่าทำได้ ซึ่งการออกประกาศของกกต. ยืนอยู่บนพื้นฐานพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่การกระทำอาจจะผิดกฎหมายอย่างอื่น เช่น พ.ร.บ.รักษาความสะอาด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือประกาศคสช. โดยประชาชนพึงระวังความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย

 นายธนิศร์กล่าวว่า หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิด สามารถร้องพนักงานสอบสวนได้เลย ไม่ต้องร้องผ่านกกต. เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนให้อำนาจกกต.เป็นผู้เสียหายที่จะวินิจฉัยความผิด เบื้องต้นได้เหมือนการออกเสียงประชามติปี 2550 รวมทั้งกฎหมายไม่ได้เขียนเรื่องความปรากฏต่อกกต. ที่กกต.จะมีมติแล้วไปแจ้ง ถ้าเป็นกรณีกกต.แต่ละคนพบเห็น ก็สามารถแจ้งความได้เป็นรายบุคคล และพนักงานสอบสวนจะเรียกบุคคลนั้นไปให้ปากคำ และกกต.จะเชิญผบ.ตร.มาทำความเข้าใจเพื่อให้การปฏิบัติงานเรียบร้อย แต่รอให้ร่างประกาศมีผลก่อน



ไก่อูโต้แอมเนสตี้-ยันมีหลักฐาน

 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงองค์การนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แสดงความเห็นถึงการควบคุมตัวและตั้งข้อหาผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ว่า คนไทยทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงและใช้งานโซเชี่ยลมีเดียได้อย่างเสรีตราบเท่าที่ ทำโดยสุจริต ทั้งนี้การดำเนินคดีกับผู้ต้องหากลุ่มดังกล่าว มุ่งจัดการกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ให้ข้อมูลเท็จ ใส่ร้ายและละเมิดสิทธิผู้อื่น สร้างความเกลียดชังในสังคม ซึ่งเท่ากับบ่อนทำลายความมั่นคงและสวนทางกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่บ้าน เมืองต้องการความสงบเรียบร้อย ขอเรียกร้องให้ทุกองค์กรทั้งในและต่างประเทศเข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐบาล อย่าใช้เพียงหลักการหรือความรู้สึกมาประเมินเหตุการณ์ โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงหรือหลักฐานที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

 รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีการจับกุม 8 ผู้ต้องหาในความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และผิดกฎหมายอาญา มาตรา 116 ยุยง ปลุกปั่นก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องและวุ่นวายในสังคมนั้น แผนผังที่แสดงหน้าที่ของแต่ละบุคคลในขบวนการ มีฝ่ายทหารเป็นผู้จัดทำ โดยข้อมูลต่างๆ เป็นการรวบรวมจากสายข่าวและข้อมูลที่เฝ้าระวังตามเพจเฟซบุ๊ก หรือสื่อโซเชี่ยลต่างๆ ส่วนที่ในผังระบุว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ จ้างให้น.ส.ณัฏฐิกา วรธัยวิชญ์ เป็นผู้ดูแลเพจให้ ซึ่งเป็น 2 ใน 6 เพจที่น.ส.ณัฏฐิกาทำหน้าที่ดูแลและรวมทั้งเป็นแอดมินอยู่ด้วยนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบพบการกระทำความผิดผ่านทางเพจ "เรารักพล.อ.ประยุทธ์" เพียงเพจเดียว โดยไม่เกี่ยวข้องกับเพจอื่นๆ ดังนั้นนายจตุพร และนายสมบัติ จึงยังไม่ถูกตั้งข้อหาใดๆ เพราะพยานหลักฐานยังไม่พบว่าทั้งสองร่วมกระทำความผิดในเพจดังกล่าวด้วย



ตร.ชี้ยืนเฉยๆเพื่อปลุกระดมก็ผิด

 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตร. กล่าวถึงการเฝ้าระวังกลุ่มผู้ใช้โซเชี่ยลมีเดียแสดงความคิดเห็นไม่รับร่าง รัฐธรรมนูญว่า ตร.ตั้งชุดทำงานเพื่อเฝ้าระวังกลุ่มที่โพสต์หมิ่นเหม่ ส่อในทางปลุกปั่น ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีการมอนิเตอร์ข่าวประเมินสถานการณ์ในโซเชี่ยล ตามมาตรการป้องกันและเฝ้าระวัง ส่วนการรณรงค์ด้วยการยืนนิ่งๆ ถือว่าขัดต่อกฎหมายหรือไม่นั้น ถ้าการกระทำดังกล่าวไม่ได้จุดกระแสหรือปลุกระดม ก็ถือว่าไม่มีความผิด ซึ่งผบ.ตร.ได้สั่งกำชับเรื่องนี้ให้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง

 พ.ต.อ. กฤษณะกล่าวว่า ส่วนจะทวีตอย่างไรไม่โดนจับนั้น ประชาชนควรบริโภคข้อมูลอย่างรอบด้าน การส่งข้อความไม่ว่าผ่านช่องทางไหน ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ซึ่งกฎหมายให้สิทธิเสรีภาพประชาชนแสดงออกได้อยู่แล้ว แต่ถ้ากระทำหมิ่นเหม่ หรือโน้มน้าวให้คนไม่รับร่างก็เข้าข่ายผิดกฎหมาย ส่วนการทวีตข้อความในเชิงประชดประชันนั้น ต้องดูกฎหมายเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะพิจารณาจากการใช้ถ้อยคำ ดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือมีการส่อเสียดหรือไม่ ซึ่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 บุคคลมีสิทธิ์แสดงความเห็นตามสื่อต่างๆ ได้ แต่ต้องไม่สร้างความวุ่นวาย เท่าที่ทราบกกต. ได้ออกกฎเกณฑ์ อะไรทำได้ ทำไม่ได้ จึงขอให้ศึกษาข้อมูลรอบด้านก่อนจะโพสต์ ส่วนนายจตุพรและนายสมบัติมีแค่ชื่อในแผนผังยังไม่ถือว่ามีความผิด แต่เจ้าหน้าที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นบุคคลสำคัญที่สาธารณชนรู้จัก



"จตุพร"โวยสร้างผังโยง

 ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกลว่า ทหารและตำรวจแถลงข่าวควบคุมพลเมืองเน็ตทั้ง 8 คน ในข้อหาผิดกฎหมายอาญามาตรา 116 และกฎหมายคอมพิวเตอร์ แต่สร้างผังโยงตนไปเป็นผู้ว่าจ้างให้ทำเพจเฟซบุ๊ก โดยไม่มีความผิดนั้น จึงเท่ากับถูกกลั่นแกล้งและใกล้หมดความอดทนแล้ว ความจริงข้อมูลที่นำมาสร้างผังกล่าว หากัน ทหารไปขอจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง และหนังสือพิมพ์นี้เอามาจากเพจรายการมองไกล ดังนั้นสำนวนกล่าวหาตนตามผังจึงมีเพียงเท่านี้ ไม่มีอะไรสำคัญจนเกี่ยวข้องกับภัยความมั่นคงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116

 นายจตุพรกล่าวว่า น.ส.ณัฏฐิกา วรธัยวิชญ์ หรือ นัท และนายนพเก้า คงสุวรรณ หรือ นพ เป็นลูกน้องของตน เป็นฟรีแลนซ์มาดูแลเพจให้ตนและเพจพีซทีวีด้วย โดยสถานีพีซทีวีเป็นคนว่าจ้างให้มาดูแล มีหลักฐานการจ้างชัดเจน ไม่มีอะไรซับซ้อน การว่าจ้างคนทำเพจผิดกฎหมายข้อไหน เนื้อหารายการมองไกลและถ้อยคำสรุปในเฟซบุ๊กของตนผิดตรงไหน รวมทั้งการจ้างคนผิดตรงไหน ซึ่งเป็นสิทธิ์ชอบธรรม ตนไม่ได้อยู่เบื้องหลังแต่เบื้องหน้า แต่แถลงข่าวเหมือนตนเป็นอาชญากร สำนวนการสอบสวนข้อหาไม่มีเรื่องเกี่ยวกับตนเลย แต่โยงไปเป็นคนว่าจ้างทำเพจ ขอยืมคำพูดของพล.อ. ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่อนุมัติให้ลูกชายเป็นทหารว่า ใครก็ทำกันทั้งนั้น มันผิดตรงไหน



สวน"บิ๊กตู่"นี่หรือยุติธรรม

 "ผมไม่รู้หนทางข้างหน้าเกิดอะไรขึ้น ถ้าถูกขังด้วยข้อหาแบบนี้ ผมขอสั่งเสียว่าจงใช้ชีวิตและอิสรภาพของผมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไป สู่สิ่งงดงาม การแถลงข่าว สร้างผังเพื่อพยายามอธิบายความเชื่อมโยงกันนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องทางคดีเลย ผมบอกว่านัทกับนพเป็นลูกน้อง แต่รับเงินจากพีซทีวี แล้วเจอข้อหามาตรา 116 อยากจับผมเชิญ ประเทศจะเดินหน้าแบบนี้ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ คุณจะคืนความสุขให้คนไทยแบบนี้หรือ ไหนคำสั่งจะอำนวยความยุติธรรม นี่หรือยุติธรรม" นายจตุพรกล่าว

 นายจตุพรกล่าวว่า ถ้าอยากมีเรื่องมาเอากับตนได้ อย่าไปเล่นงานพวกเด็กๆ พวกตนเป็นหมู่บ้านกระสุนตก ถ้าจะเอากันแบบนี้ไม่มีปัญหา เอาเลยตนยืนอยู่อย่างทระนง ไม่ได้ทำอะไรผิด ระวังดาบนี้คืนสนองตามโคลงของศรีปราชญ์ แต่ปัญหานี้จะนำไปสู่การทำประชามติ ซึ่งตนเชื่อว่าไม่มีทางชนะประชาชน แพ้ทางเดียวเท่านั้น ยืนยันตนไม่ได้ทำอะไรผิดเลย จึงไม่กลัวเลย ผ่านอะไรมามาก แล้วเจอผังแบบนี้ ตนใกล้จะหมดความอดทนแล้ว อย่าไล่ให้จนตรอก ตนจะสู้ อย่ามองว่า จับไปขังแล้วจะจบ



ศาลยกคำร้องจับผิดกม.

 ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก น.ส.ภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เดินทางมาฟังคำสั่งขอให้ปล่อยตัวนายนพเก้า คงสุวรรณ, นายศุภชัย สายบุตร, น.ส.ณัฏฐิกา วรธัยวิชญ์ และนายหฤษฎ์ มหาทน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวไปที่ มทบ.11 โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญามาตรา 90

 คำร้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 27 เม.ย. เวลา 06.00 น. มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าควบคุมตัวทั้ง 4 ในสถานที่ต่างกันในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และขอนแก่น โดยไม่แสดงหมายจับหรือหมายค้น เข้าคุมตัวในที่พักอาศัยขณะที่ทั้ง 4 กำลังพักผ่อน และหลังจากควบคุมตัวก็ไม่ระบุว่านำตัวไปคุมขังยังสถานที่ใด และไม่มีทนายหรือญาติของทั้ง 4 ทราบสถานที่คุมขัง ถือเป็นการควบ คุมตัวโดยที่ไม่ทราบชะตากรรม จึงมาร้องต่อศาลเนื่องจากเห็นว่าอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐย่อมถูกตรวจสอบได้ โดยศาล มิเช่นนั้นการใช้อำนาจดังกล่าวจะเป็นแบบเบ็ดเสร็จและใช้อำนาจตามอำเภอใจของ เจ้าหน้าที่รัฐในการจับกุมควบคุมตัว ผู้ร้องจึงขอให้ศาลมีคำสั่งออกหมายเรียก เจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวมาถามถึงการควบคุมตัวและมี คำสั่งให้ปล่อยตัว ผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดตามคำร้องด้วย

 โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การเข้าจับกุมตัวกระทำในเวลากลางวัน มีเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้จับกุม และอยู่ระหว่างประกาศคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้รับจากหัวหน้าคสช. และจากการไต่สวนทราบว่า ผู้ถูกจับกุมมีความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร เมื่อนับวันยื่นคำร้องการควบคุมตัวยังไม่เกิน 7 วันตามคำสั่งคสช.แสดงว่าการจับกุมและคุมตัวกระทำตามกฎหมายโดยเปิดเผยและ สุจริต การควบคุมตัวบุคคลทั้ง 4 จึงไม่ใช่การควบคุมตัวที่มิชอบด้วยกฎหมายให้ยกคำร้อง



8 มือโพสต์ชวดประกัน

 ที่ศาลทหารกรุงเทพ คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคำฟ้องของพนักงานสอบสวนกอง บังคับการปราบปราม ที่ยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา 8 คน ประกอบด้วย น.ส.ณัฏฐิกา วรธัยวิชญ์ นายนพเก้า คงสุวรรณ นายวรวิทย์ ศักดิ์สมุทรนันท์ นายโยธิน มั่งคั่งสง่า นายธนวรรธน์ บูรณศิริ นายศุภชัย สายบุตร นายหฤษฏ์ มหาทน และ นายกัณสิทธิ์ ตั้งบุญธินา ขณะที่นายชัยธัช รัตนจันทร์ ผู้ต้องหารายที่ 9 ที่มีหมายจับอีกรายยังคงอยู่ต่างประเทศ ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ฐานยั่วยุปลุกปั่น และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ. 2550 ผัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย.-10 พ.ค. พนักงานสอบสวนให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องสอบพยานเพิ่มเติมอีกประมาณ 15 ราย รวมทั้งต้องรอผลงานที่ตรวจสอบเว็บไซต์จากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร(ไอซีที) และหลักฐานทางคดี ตลอดจนตรวจสอบลายนิ้วมือของ 8 ผู้ต้องหา

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้านผู้ต้องหาทั้ง 8 คนได้ขอคัดค้านการฝากขังครั้งนี้ ให้เหตุผลว่าที่ผ่านมาทั้ง 8 คนไม่มีพฤติกรรมหลบหนีและมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งอย่างชัดเจน พร้อมทั้งทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมดเสร็จสิ้นหมดแล้ว และระหว่างการสอบพยานเพิ่มเติมก็ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ต้องหาทั้ง 8 คนมาร่วมรับฟัง นอกจากนี้ นายกัณสิทธิ์ยังขอแถลงต่อศาลทหารฯ เรื่องการขอกลับคำให้การที่รับสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน แต่ตุลาการศาลทหารฯ ชี้แจงว่าให้ทนายความไปแจ้งต่อพนักงานสวน เพราะชั้นนี้เป็น ขั้นตอนของการยื่นคำร้องขอฝากขัง ส่วนเพจเรารักพล.อ.ประยุทธ์เป็นเพจที่มีขึ้นมาเพื่อล้อเลียน ไม่ใช่การยุยงปลุกปั่น อีกทั้งขณะนี้ไม่มีความจำเป็นที่ต้องฝากขังจำเลยทั้ง 8 คน



ศาลทหารอนุญาตฝากขัง

 ด้านทนายความของ ผู้ต้องหาทั้ง 8 คนชี้แจงเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ดีคณะตุลาการศาลทหารฯพิจารณาอนุญาตฝากขังผัดที่ 1 ผู้ต้องหาทั้ง 8 รายตามที่พนักงานสอบสวน โดยให้นำตัวผู้ต้องหาเพศชายไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วนผู้ต้องหาเพศหญิงให้นำตัวไปที่ทัณฑสถานหญิงกลาง

 จากนั้นทางเจ้าหน้ากรมราชทัณฑ์ได้นำรถตู้ของกรมราชทัณฑ์มารับตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ขณะที่ทนายความดำเนินการเรื่องการขอประกันตัวต่อไป



ทนายเผยไม่มีใครโดนคดี 112

 นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยว่า พนักงานสอบสวนยอมรับในชั้นศาลว่าเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 8 คนมาส่งให้กับตำรวจ และถูกแจ้งข้อหากระทำความผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และม.116 ตนมองว่าหากเป็นเพียงข้อหาผิดพ.ร.บ.คอมฯจะไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร แต่เมื่อมีข้อหาม.116 จึงทำให้คดีนี้อยู่ในอำนาจศาลทหารตามประกาศคสช.37/2557 ถือเป็นการตั้งข้อหาที่ไม่สมเหตุสมผล เพื่อต้องการให้คดีอยู่ในอำนาจศาลทหาร เนื่องจากองค์ประกอบความผิดและการกระทำที่อ้างว่ามีการใช้เพจเรารักพล.อ. ประยุทธ์นั้นไม่มีข้อความใดที่ครบองค์ประกอบ ความผิดตามมาตรา 116 จึงไม่ควรที่จะเข้ามาสู่กระบวนการพิจารณาศาลทหาร ควรอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลพลเรือน

 นายวิญญัติกล่าวว่า ส่วนประเด็นที่ 2 คือการควบคุมตัวจำเลยทั้ง 8 คนตามคำสั่งหัวหน้า คสช.3/2558 เป็นการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวพลเรือน หรือประชาชนก่อนที่จะมีการออกหมายจับ โดยใช้อำนาจของคสช. เพราะฉะนั้นกระบวนการเช่นนี้ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับประชาชน แต่ยอมรับว่าการโต้แย้งประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องลำบาก แต่เราต้องการชี้ให้ศาลเห็นว่าการจับตัวพลเรือนและมาแจ้งข้อหาทีหลัง และอ้างการหลบหนีจะปิดโอกาสของผู้ต้องหา ผู้ต้องหาควรได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นนี้ แต่ศาลได้ใช้ดุลพินิจในการรับฝากขัง ขณะนี้เราได้ยื่นประกันจำนวนคนละ 1 แสนบาท ยืนยันผู้ต้องหาทั้ง 8 คนยังไม่มีใครถูกแจ้งข้อหากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เย็นวันเดียวกัน พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้ยื่นขอให้ศาลทหารอนุมัติหมายจับนายหฤษฎ์ มหาทน และน.ส. ณัฎฐิกา วรธัยวิชญ์ ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพิ่มเติม ตามที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้อง ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้ง 2 คนถูกออกหมายจับในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์



เตรียมยื่นประกันใหม่ 2 พ.ค.นี้

 นายอานนท์ นำภา ทนายความของ 8 ผู้ต้องหา กล่าวว่า ศาลทหารฯ ไม่อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากเห็นว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์ร้ายแรงและทำเป็นขบวนการตามคำร้องของตำรวจประกอบกับผู้ ร้องหรือพนักงานสอบสวนได้ยื่นคัดค้านการประกันตัว หลังจากนี้ทนายความจะเข้ายื่นขอประกันตัวอีกครั้งในวันที่ 2 พ.ค.นี้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 8 รายที่ยื่นต่อศาลทหารนั้น ระบุว่า เมื่อวันที่ 27 เม.ย. พล.ต.วิจารณ์ จุดแดง ผอ.ส่วนกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน. และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการข่าวคสช. มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 1-8 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(3) และวันที่ 28 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัว ผู้ต้องหากับพวกได้ ตามหมายจับศาลทหารที่ 24-31/2559 ลงวันที่ 28 เม.ย. 2559 นำส่งพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2557 ที่แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม. และทั่วราชอาณา จักร พบการกระทำผิดเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559



เผยสำนวนฟ้องโยง"โอ๊ค"ด้วย

 พฤติการณ์ คือ เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวทางทหารได้สืบทราบว่ามีกลุ่มบุคคลร่วมกันเปิดเว็บเพ จเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อเพจว่า "เรารักพล.อ.ประยุทธ์" ตรวจสอบพบมีเนื้อหาโจมตีรัฐบาล และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 116 ต่อมาวันที่ 27 เม.ย. 2559 เจ้าพนักงานรักษาความสงบ ซึ่งอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ร่วมกับตำรวจ ตรวจค้นสถานที่หลายจุดเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันของกลุ่มผู้ต้องหา และตรวจยึดของกลางที่เกี่ยวข้อง พร้อมเชิญตัวผู้ต้องหามาซักถามปากคำ ได้ความว่า น.ส.ณัฏฐิกา วรธัณยวิชญ์ ได้ชักชวนให้นายศุภชัย สายบุตร มาเป็น แอดมินเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว เพื่อล้อเลียนการ เมือง นำภาพพล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคำพูดขำๆ มาใส่ โดยมีนายโยธิน มั่งคั่งสง่า เป็นผู้นำภาพไปโพสต์ในเพจ นายวรวิทย์ ศักดิ์สมุทรานันท์ ทำหน้าที่หา/ส่งข้อมูลตัดต่อภาพ นายกัณสิทธิ์ ตั้งบุญธินา เป็นผู้เผยแพร่เนื้อหา รูปภาพตัดต่อ นายนพเกล้า คงสุวรรณ และนายธนวรรธ บูรณศิริ ทำหน้าที่ตัดต่อภาพเช่นกัน

 ส่วนค่าใช้จ่ายที่ ใช้ทำเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากนายหฤษฎ์ มหาทน ซึ่งรับเงินมาจากนายช

ที่มา khaosod
ขยาย"ผังต้านคสช." ถึง"โอ๊ค" ทหารอ้างจ่ายเงิน ขยาย"ผังต้านคสช." ถึง"โอ๊ค" ทหารอ้างจ่ายเงิน Reviewed by ไม่ระบุชื่อ on 09:49 Rating: 5